สัมภาษณ์ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์  

ธรรมาภิบาล

เป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ โดยมิติใหม่ๆ ในโลกยุคใหม่ อันจะนำมาซึ่งความสุข การมีคุณธรรมและจริยธรรม การมีเสรีภาพ การแก้ไขปัญหาความยากจน การมีสิ่งแวดล้อม ในการดำรงชีพที่ดี มีคุณภาพ และเศรษฐกิจมีความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

One of the Best "Good Governance" Research and Teaching

ptt Global Chemical
สนับสนุนโดย ... ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยสนับสนุนมากกว่าการส่งออก...
Tangmo.in.th : ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน
   
username
password

ข่าวประชาสัมพันธ์ / กิจกรรม ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล

"ดีเอสไอแฉพิรุธ8แบงก์ สอบให้กู้มั่ว3หมื่นล้าน!"

ดีเอสไอแฉพิรุธ8แบงก์ สอบให้กู้มั่ว3หมื่นล้าน!
วันที่ 22.01.2553

อธิบดี "ดีเอสไอ" แฉ 8 ธนาคารปล่อยเงินกู้มีพิรุธ ให้บริษัทด้านการเกษตรของต่างประเทศ ใช้วิธีซื้อขายสินค้าเป็นฉากบังหน้า ทั้งยังปลอมแปลงเอกสารรวมทั้งหมดเป็นวงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท หวั่นซ้ำรอยกรณี "ราเกซ สักเสนา" เตรียมสอบผู้บริหารแบงก์ ปล่อยสินเชื่อได้อย่างไร อนุมัติตามมาตรฐานแบงก์ชาติหรือไม่ หลังสอบพบพฤติกรรมบริษัทมีเจตนาฉ้อโกงชัดเจน ด้านประธานแบงก์กรุงไทยสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ยืนยันไม่เคยปล่อยสินเชื่อที่เป็นปัญหา

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่สโมสรตำรวจ ทางกระทรวงยุติธรรม ร่วมกับชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต สมาคมธนาคารไทย จัดสัมมนาเรื่อง "มาตรการของภาครัฐและเอกชนต่อกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย" โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวระหว่างการสัมมนาว่า 3 ปีที่ผ่านมาดีเอสไอได้รับการร้องทุกข์จากธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งมาเปิดวงเงินกู้ และมีพฤติการณ์ฉ้อโกง โดยบริษัทดังกล่าวนำเอาหลักฐานการทำสัญญาซื้อขายสินค้าการเกษตรกับบริษัท ต่างชาติมาแสดง และขอเปิดวงเงินที่เรียกว่า Packing Credit จำนวนหลายพันล้านบาท ซึ่งการเปิดวงเงินจำนวนมากขนาดนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร หรือบอร์ด และกรณีดังกล่าวบอร์ดเห็นชอบอนุมัติ จากนั้นจึงทยอยขอใช้วงเงิน พร้อมๆ กับการแสดงเอกสารใบสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อขอใช้วงเงินเป็น ก้อนๆ ด้วยการแสดงใบสั่งซื้อสินค้า และทุกครั้งก็ได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง ในวงตั้งแต่ 500, 800 และ 1,200 ล้านบาท รวมกันหลายครั้ง

นายธาริตกล่าวว่า ต่อมาดีเอสไอพร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพนักงานอัยการ จึงเข้าไปตรวจสอบ ก็พบปัญหาว่าการตกลงซื้อขายสินค้าเกษตรเป็นเพียงฉากบังหน้า มีวงเงินการซื้อสินค้าเพียงเล็กน้อย แต่มีการปลอมเอกสารการซื้อ ดีเอสไอจึงตั้งข้อสังเกตถึงการอนุมัติวงเงินของผู้บริหารว่า มีความรอบคอบหรือไม่ การอนุมัติวงเงินหลายครั้งอนุมัติอย่างไร บางวงเงินใช้ผู้ค้ำประกันเพียงคนเดียว และจากการตรวจสอบเชิงลึก ด้วยการสอบสวนผู้บริหารธนาคารดังกล่าว ว่าอนุมัติวงเงินได้อย่างไร มีความรอบคอบหรือไม่ และอนุมัติตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ ในที่สุดธนาคารขอถอนคำร้อง ไม่ขอให้ดำเนินคดี แต่ดีเอสไอยืนยันที่จะเดินหน้าตรวจสอบต่อ กระทั่งพบว่า บริษัทดังกล่าวกระทำในลักษณะเดียวกันอีก 8 ธนาคาร รวมเป็นวงเงินที่เกี่ยวข้อง 33,000 ล้านบาท และคดีนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า การที่ดีเอสไอนำเรื่องนี้มาเปิดเผยเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีใครมาปิดคดีนี้ ได้ เพราะเป็นคดีที่มีลักษณะเดียวกับกรณีนายราเกซ สักเสนา เนื่องจากพบว่าบริษัทมีเจตนาฉ้อโกงชัดเจน โดยธนาคาร 8 แห่งมีธนาคารของรัฐร่วมอยู่ด้วย 1 แห่ง ซึ่งตามความรับผิดของธนาคารของรัฐมีกฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 เช่นเดียวกับมาตรา 157 กรณีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนกฎหมายใหม่ที่ออกคือ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ที่ออกมาแทน พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ และพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์และเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่

"คดีนี้ต้องตรวจสอบว่าผู้บริหารมีส่วนเกี่ยว ข้องหรือไม่ หากพบว่าผู้บริหารแบงก์มีความบกพร่อง ในการปล่อยสินเชื่อทำให้เกิดความเสียหายกับธนาคาร ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารต้องรับผิดชอบในทุกระดับชั้น ทั้งบอร์ด กรรมการผู้จัดการและรอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งในฐานะตัวการและผู้สนับสนุน นอกจากนี้ ยังเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ แต่ดีเอสไอมีอำนาจตรวจสอบอยู่แล้ว" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าว

ด้าน พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รอง ผบก.กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและ เทคโนโลยี (ปศท.) กล่าวว่า ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือคดีที่เกี่ยวข้องกับการเงินการธนาคารจะมีความรุนแรง มากขึ้น จากการตรวจสอบพบว่า มีการนำหลักฐานการกู้เงินธนาคารด้วยการตกแต่งบัญชีผู้กู้ โดยตกแต่งหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารโดยที่ธนาคารไม่ได้ตรวจสอบอย่าง รอบคอบ ทำให้ได้หลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีมูลค่าต่ำ ขณะที่ผู้กู้ก็ไม่มีศักยภาพในการใช้คืน

วันเดียวกัน นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอเข้ามาสอบสวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร 8 แห่งว่า ในเบื้องต้นทางธนาคารคงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวนี้ก่อนว่ามี ส่วนเกี่ยวข้องกับทางธนาคารหรือไม่ ขณะนี้ยืนยันได้แต่เพียงว่า ที่ผ่านมาธนาคารไม่เคยปล่อยสินเชื่อที่เป็นปัญหา อีกทั้งตั้งแต่ที่กลุ่มธนาคารไอเอ็นจี กรุ๊ป ของประเทศเนเธอร์แลนด์เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคาร ก็ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตให้มีมาตรฐาน โดยไม่กระทบต่อการให้บริการต่อลูกค้า

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหาร ไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หลังจากที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยก็รื้อโครงสร้างระบบการบริหาร และป้องกันความเสี่ยงใหม่ให้มีมาตรฐานสากล มีการตรวจสอบที่รัดกุม รอบคอบ และมีความชัดเจน จึงไม่น่าจะมีปัญหา โดยเชื่อมั่นว่าการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ในลักษณะที่จะเกิดปัญหาเหมือน คดีของนายราเกซ สักเสนา ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน


ที่มา ข่าวสด
   
 
 
0 7 0 1 3 3 0
Copyright © 2008 by www.thaigoodgovernance.org . All Rights Reserved .
Power by Spvp Business